เทศบาลตำบลโพธิ์งาม verified_user อำนาจหน้าที่ info_outline ข้อมูลการติดต่อ
www.pho-ngam.go.th สำนักปลัดเทศบาล,กองการศึกษา,กองคลัง,กองช่าง,กองสวัสดิการสังคม,กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม 037-410388 และเบอร์สายตรง กองสวัสดิการสังคม 086-3288393 เบอร์โทรสาร 037-410377 งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตลอด 24 ชั่วโมง 037-410355



ผู้บริหาร
ผู้บริหารเทศบาล
นายบันเทิง ปัญญาดี
นายกเทศมนตรี
โทร : 089 804 3587
นายบันเทิง ปัญญาดี
นายกเทศมนตรี
โทร : 089 804 3587
ข้อมูลข่าวสาร
folder แผนพัฒนาท้องถิ่น
folder งบประมาณรายจ่ายประจำปี
folder แผนการดำเนินงานประจำปี
folder รายงานการกํากับติดตามการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีรอบ 6 เดือน
folder รายงานการกำกับติดตามการดำเนินงานประจำปีรอบ 6 เดือน
insert_drive_file ข่าวประชาสัมพันธ์
chat_bubble จัดซื้อจัดจ้าง
folder แผนการจัดซื้อจัดจ้าง
folder รายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุประจําปี
folder แผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี
folder แผนการตรวจสอบภายใน
folder คู่มือประชาชน
folder คู่มือการปฏิบัติงาน
folder ระเบียบ-กฏหมาย-หนังสือสั่งการ
folder จดหมายข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์
insert_drive_file ประกาศสภาเทศบาลตำบลโพธิ์งาม
folder รายงานการประชุมสภาเทศบาล
folder บทความน่ารู้
folder_open ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเอกสารราชการ
picture_as_pdf ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเอกสารราชการ
share สำรวจความคิดเห็น
sentiment_very_satisfied สำรวจความพึงพอใจ

สถิติการเข้าเว็บไซต์ สถิติ
วันนี้ 16
เดือนนี้ 10,159
เดือนที่แล้ว 21,471
ทั้งหมด 136,269

folder บทความน่ารู้
พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม 2562

            ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒ เผยแพร่พระราชบัญญัติ มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๗๖ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้การจัดทำประมวลจริยธรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีมาตรฐานเดียวกัน สมควรมีกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมใช้เป็นหลักสำคัญในการจัดทำประมวลจริยธรรมของหน่วยงานของรัฐเพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีหลักเกณฑ์การจัดทำประมวลจริยธรรม กระบวนการรักษาจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อเสริมสร้างให้มีการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ สาระสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เช่น การกำหนด "มาตรฐานทางจริยธรรม" ไว้ในมาตรา ๕ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะต้องประกอบด้วย

          (๑) ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

          (๒) ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่

          (๓) กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม

          (๔) คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และมีจิตสาธารณะ

          (๕) มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน

          (๖) ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ

          (๗) ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ มาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว

          ให้ใช้เป็นหลักสำคัญในการจัดทำประมวลจริยธรรมของหน่วยงานของรัฐที่จะกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เกี่ยวกับสภาพคุณงามความดีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยึดถือสำหรับการปฏิบัติงาน การตัดสินความถูกผิด การปฏิบัติที่ควรกระทำหรือไม่ควรกระทำ ตลอดจนการดำรงตนในการกระทำความดีและละเว้นความชั่ว

พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม 2562.pdf

 

องค์กรแห่งการเรียนรู้

ความหมายของคำว่า องค์กรแห่งการเรียนรู้  (Learning Organization) ถ้าอ้างอิงตามนักคิดท่านหนึ่งคือ Peter M. Senge ท่านเคยให้นิยามไว้ว่า “องค์กรแห่งการเรียนรู้ คือ ที่ๆ ซึ่งบุคลากรมีความเป็นเลิศใน  – การสร้างสรรค์ (Creating) และพัฒนา ความรู้ใหม่ๆ,  – ได้มาจาก (Acquiring) การจัดเก็บความรู้ อย่างเป็นระบบ, และ  – ถ่ายทอด (Transferring) แลกเปลี่ยน ความรู้ภายในองค์กร ” ส่วนทฤษฎีการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้นั้นมีนักคิดหลายท่านได้เสนอไอเดียที่หลายหลาก ในบทความนี้จะขอยกตัวอย่างทฤษฎีของ David A. Garvin, Amy C.Edmondson, and Francesca Gino ที่ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review – March 2008 ซึ่งมี 3 องค์ประกอบหลักดังนี้

LO_element
  • สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ (Supportive learning environment)
    • มีบรรยากาศของ “ ความปลอดภัยเชิงจิตวิทยา ” (Psychological safety)
    • องค์กรจะต้อง “ ชื่นชมยอมรับในความแตกต่าง ” (Appreciation of differences)
    • องค์กรจะต้อง “ เปิดกว้างต่อความคิดใหม่ๆ ” (Openness to new ideas)
    • องค์กรจะต้อง “ มีเวลาให้ได้คิดเชิง สะท้อน ” (Time for reflection)
  •  

  • พฤติกรรมของผู้นำที่กระตุ้นการเรียนรู้ (Leadership That Reinforcing Learning)
    • การเป็นผู้บริหารที่ใจกว้าง ยอมรับฟัง ข้อคิดเห็นจากผู้อื่น
    • การเป็นผู้นำที่ถ่อมตน ยอมรับข้อจำกัดของ ตนเองและเคารพความชำนาญการของผู้อื่น
    • เป็นนักตั้งคำถามที่ดี
    • เป็นนักฟังที่ดี
    • เป็นนักกระตุ้นให้เกิดการแสดงมุมมองที่ หลากหลาย
    • เป็นนักบริหารเวลา สถานที่ และ ทรัพยากร เพื่อการค้นพบปัญหาและข้อท้าทายต่อ องค์กร
    • เป็นนักบริหารเวลา สถานที่ และ ทรัพยากร เพื่อการสะท้อนและปรับปรุงผลการทำงาน ในอดีต
  •  

  • กระบวนการและการดำเนินการการเรียนรู้ที่ เป็นรูปธรรม (Concrete Learning Processes and Practices)
    • องค์กรจะต้องส่งเสริม “ ให้มีการทดลอง ” (Experimentation)
    • องค์กรส่งเสริมให้ “ มีการเก็บรวบรวมข้อมูล ” (Information collection) โดยมีการเก็บรวบรวม ข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อติดตามความเคลื่อนไหว และแนวโน้มด้านการแข่งขัน คู่แข่งขัน ลูกค้า แนวโน้มด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฏหมาย และเทคโนโลยีใหม่ๆ
    • องค์กรส่งเสริมให้ “ มีการวิเคราะห์ ” (Analysis) โดย จัดให้บุคลากรได้มีการสนทนา (Dialogue) อภิปราย (Discuss) แล้วตีความข้อคิดเห็นและข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจและระบุหาปัญหาและแสวงหาแนว ทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
    • องค์กรจัดให้มี “ การศึกษาและฝึกอบรม ” (Education and Training) เพื่อพัฒนาบุคลากรทั้ง กลุ่มใหม่และกลุ่มเก่าได้มีความรู้ความสามารถในการ ทำงานอย่างเพียงพอ
    • องค์การจัดให้มี “ การถ่ายโอนข้อมูล ” (Information transfer)
หน้ากากอนามัย เวลาใส่ต้องหันด้านไหนออก

หน้ากากอนามัย เวลาใส่ต้องหันด้านไหนออก

 
เวลาที่เราป่วยหรือไม่สบาย นอกเหนือจากการทานยาให้หายแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการพยายามป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่ไปสู่คนอื่น สิ่งนี้เป็นความรับผิดชอบที่ทุนคนควรมีต่อสังคมเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียเชื้อไวรัส หรือเชื้อหวัด
ลุกลามไปติดต่อคนอื่นจนกลายเป็นโรคระบาด
เครื่องมือป้องกันง่ายๆที่ทุกคนสามารถทำได้และควรทำให้ติดเป็นนิสัยก็คือ การสวมหน้ากากอนามัย”  ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคและป้องกันการรับเชื้อโรคจากภายนอกด้วย
การสวมหน้ากากอนามัยเป็นวิธีการป้องกันขั้นต้นที่ทุกคนควรทราบถึงวิธีการใช้ที่ถูกต้อง หากยังไม่ทราบว่าแบบไหนเรียกว่าถูกต้องตามมาทำความเข้าใจกันเลยค่ะ

การใช้หน้ากากอนามัยหรือผ้าปิดจมูกที่เราเคยเห็นกันจะมีทั้งแบบคล้องหูและคาดหัวซึ่งโดยมากที่นิยมใช้จะเป็นแบบสายคล้องหูยางยืดเพราะสะดวกใช้และหาซื้อง่ายและเรามักสังเกตเห็นว่าหน้ากากอนามัยหรือผ้าปิดจมูกเหล่านี้บ้างก็เป็นสีขาวทั้งสองด้านบ้างก็เป็นสีเขียวด้านหนึ่ง การใส่ในแบบที่แตกต่างกันหลายคนบอกว่ามันมีความหมายที่แตกต่างกันออกไปสิ่งที่คุณคิดอยู่ถูกหรือผิดเรามาหาคำตอบกันค่ะ

    การใส่หน้ากากอนามัยในต่างประเทศถือเป็นเรื่องธรรมดามากๆ เป็นเรื่องที่น่ายกย่องและปฏิบัติกันมาช้านานเพราะถือว่าบุคคลผู้นั้นตั้งใจจะป้องกันโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจไม่อยากให้เชื้อโรคจากตัวเองไปติดต่อผู้อื่น แต่สำหรับในประเทศไทยเวลาคนไหนใส่หน้ากากอนามัยหรือผ้าปิดจมูกมักจะถูกมองเป็นเรื่องแปลกประหลาดถูกจ้องมองด้วยความสงสัยคิดว่าเป็นโรคร้ายแรงหรือถูกแสดงอาการรังเกียจผ่านทางสายตา

    ทั้งนี้อาจเป็นเพราะประเทศไทยยังมีการปลูกฝังเรื่องการป้องกันการแพร่เชื้อโรคด้วยหน้ากากอนามัยไม่เพียงพอจึงยังมีคนเข้าใจเรื่องการใส่หน้ากากอนามัยแบบผิดๆกันอยู่มาก

    หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาว่าการใส่หน้ากากอนามัยหรือผ้าปิดจมูกมีความหมายห้ามใส่มั่วๆเด็ดขาด เวลาใส่ต้องเอาด้านไหนขึ้นด้านไหนลง
หรือถ้าใส่ผิดด้านจะมีผลต่อการป้องกันหรือตีความหมายต่างกันหรือไม่?” 
ทั้งหมดนี้มีคำตอบค่ะ

สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

    1. ใส่หน้ากากอนามัยเพื่ออะไร

     ก่อนอื่นต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของการใส่หน้ากากอนามัยก่อนหน้ากากอนามัยหรือผ้าปิดจมูกเป็นวัสดุที่ใช้ในการแพทย์เพื่อป้องกันฝุ่นควันป้องกันสารก่อภูมิแพ้เช่นเกสรดอกไม้เป็นต้นและช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่ติดต่อทางทางเดินหายใจทั้งการรับและการแพร่เชื้อซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายได้ผลราคาถูกและสะดวกใช้มากที่สุด

    2. เวลาใส่ต้องหันเอาด้านไหนออก

    สำหรับหน้ากากอนามัยหรือผ้าปิดจมูกที่มีสองสีโดยมากแล้วจะหันเอาด้านสีออกทั้งนี้ไม่ได้เพื่อความสวยงามหรือแสดงสัญลักษณ์อื่นใดแต่เป็นเพราะรอยพับของผ้าด้านที่ไม่มีสีจะกักเก็บน้ำลายที่เกิดจากการไอจามได้ดีกว่าในขณะที่บางยี่ห้อจะกันน้ำได้ ทำให้เวลาไอหรือจาม น้ำลายจะไหลเปื้อนซึมออกมาข้างนอกได้ง่าย   และการที่ใส่ด้านสีหันเข้าใบหน้าสีที่พื้นผิวของหน้ากากอนามัยบางยี่ห้อจะมีเนื้อสัมผัสที่สากเวลาใส่นานๆจะรู้สึกเจ็บผิวหน้ามากกว่า ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงแนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัยหรือผ้าปิดจมูกโดยหันเอาด้านที่มีสีออก

    ทั้งนี้หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า “แล้วถ้าใส่สลับด้านประสิทธิภาพในการกรองเชื้อโรคจะแตกต่างกันหรือไม่?” คำตอบก็คือไม่แตกต่างกันเลยเพราะถึงอย่างไรก็ตามตัวชั้นกรองก็ยังคงอยู่ตรงกลางเช่นเดิมเพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะหันเอาด้านใดเข้าหรือด้านใดออกประสิทธิภาพในการกรองก็ยังคงเท่าเดิมเพียงแต่ความสะดวกจะไม่เท่ากันเท่านั้นเอง

    3. ต้องใส่หน้ากากให้แนบชิดจมูก

    จะเห็นได้ว่าการใส่หน้ากากอนามัยโดยหันด้านไหนเข้าหรือออกไม่ใช่ประเด็นสำคัญแต่ประเด็นที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือควรจะต้องใส่หน้ากากอนามัยให้แนบชิดจมูกเพื่อให้การปกป้องเป็นไปได้ดีที่สุดและป้องกันไม่ให้ลมจากภายนอกผ่านเข้าออกทางช่องนี้นั่นเองหากใส่ถูกวิธีหน้ากากอนามัยหรือผ้าปิดจมูกก็จะช่วยป้องกันเชื้อโรคได้ดีที่สุด


    4. ล้างมือให้สะอาด

    ส่วนสุดท้ายที่ต้องคำนึงก็คือการรักษาความสะอาดของมือทั้งก่อนและหลังการใส่หน้ากากเวลาที่ถอดหน้ากากออกก็ควรจะต้องล้างมือให้สะอาดเวลาที่จะใส่หน้ากากออกก็ควรจะต้องล้างมือให้สะอาดเช่นกันเพราะมือที่ไปจับหน้ากากอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้

 

    นอกจากนี้หน้ากากอนามัยควรเป็นแบบใช้แล้วทิ้งไม่ควรใช้ติดต่อกันนานๆเพราะหน้ากากอนามัยจะกลายเป็นที่สะสมเชื้อโรคแทนและจากที่จะช่วยป้องกันเชื้อโรคจะกลายเป็นแพร่กระจายเชื้อโรคแทน

ทราบไปแล้วนะคะว่าการใส่หน้ากากอนามัยมีข้อจำกัดอย่างไรบ้างดังนั้นจะหันเอาด้านไหนเข้าหรือออกก็คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไรขอเพียงแค่ใส่โดยให้สามารถป้องกันเชื้อโรคให้ได้มากที่สุดก็พอและต้องล้างมือทั้งก่อนและหลังใช้ให้สะอาดด้วยเพียงเท่านี้การใช้หน้ากากอนามัยก็จะป้องกันเชื้อโรคได้ดีที่สุดแล้ว



บุคลากรภายใน
สภาเทศบาล
นายเอกชัย เกรียงธนบดี
ประธานสภาเทศบาล
นายเอกชัย เกรียงธนบดี
ประธานสภาเทศบาล
ปลัดเทศบาล
พันจ่าเอกเรืองชัย รุ่งศิริ
ปลัดเทศบาล
พันจ่าเอกเรืองชัย รุ่งศิริ
ปลัดเทศบาล